การแต่งกาย โอกาสที่แสดง ตัวอย่างบทไหว้ครูชาย

มาตรฐาน

การแต่งกาย
     ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบนตามแต่ถนัด ใส่เสื้อรัดรูปมีสีสันสะดุดตา ทัดดอกไม้  ฝ่ายผู้ชายนุ่งโจงกระเบน  เสื้อคอกลมสีต่าง ๆ

โอกาสที่แสดง
     มักนิยมเล่นในงานเทศกาล หรืองานรื่นเริงของหมู่บ้าน ในวงการมหรสพต่าง ๆเช่น งานปีใหม่  ทอดกฐิน  นำมาเป็นรายการแสดงก็มี

ตัวอย่างบทไหว้ครูชาย

     ชา  ฉ่า  ชะชา                   เอิงเอยเอ่อเอิงเอ๊ย
มือของลูกสิบนิ้ว                     ยกขึ้นหว่างคิ้วถวาย
ต่างธูปเทียนทอง                    ทั้งเส้นผมบนหัว
ขอให้เป็นดอกบัว                    ก่ายกอง…เอย…ไหว้
อีกทั้งเส้นผมบนหัว  (ซ้ำ)         ขอให้เป็นดอกบัวก่ายกอง(ซ้ำ)เอยไหว้…เอ่ชา
ลูกจะไหว้พระพุทธที่ล้ำ            ทั้งพระธรรมที่เลิศ
ทั้งพระสงฆ์องค์ประเสริฐ          ขออย่าไปติดที่รู้
ถ้าแม้นลูกติดกลอนต้น            ขอให้ครูช่วยด้นกระทู้ไป
ถ้าแม้นลูกติดกลอนตัน(ซ้ำ)      ขอให้ครูช่วยด้นกระทู้(ซ้ำ)  เอชา

รับเหมือนอย่างสองบทต้น        ยกไหว้ครูเสร็จสรรพ   หันมาคำนับกลอนว่า
ไหว้คุณบิดรมารดาท่านได้อุตส่าห์ถนอมกล่อมเกลี้ยงประโลมเลี้ยงลูกมา
ทั้งน้ำขุ่นท่านมิให้อาบ             ขมิ้นหยาบมิให้ทา
ยกลูกบรรจงลงเปล                 ร้องโอละเห่-ละชา ไกว (รับ)
แม่อุตส่าห์นอนไกว                 จนหลังไหล่ถลอก
หน้าแม่ดำช้ำชอก                    มิได้ว่าลูกชั่ว
จะยกคุณแม่เจ้า                       วางไว้บนเกล้าของตัว…ไหว้ (รับ)

ชุดลักหาพาหนี ชุดตีหมากผัว ชุดชิงชู้

มาตรฐาน

ชุดลักหาพาหนี  เป็นการแสดงของชายหญิงเพียงฝ่ายละ 1 ใช้ศิลปะการร้องเพลงในการดำเนินเรื่องอย่างน่าฟัง  เช่น  ตอนจะลอบออกจากบ้าน  เข้าป่าชมดง  ซึ่งมีวิธีร้องเป็นทำนองเทศน์แหล่มหาพนบ้าง  ทำนองพุทธโฆษา  โล้สำเภาบ้าง

ชุดตีหมากผัว  นั้นก็คือการแสดงหึงหวงระหว่างสองหญิง  โดยมีพ่อเพลงคนหนึ่งแม่เพลงสองคน  สมมติว่าผู้หญิงเป็นคู่รักเก่าหรือภริยาเก่าไปพบชายคู่รักหรือสามีกำลังประโลมหญิงอื่นก็เกิดการหึงหวงทะเลาะวิวาทกัน

ชุดชิงชู้  มักเริ่มต้นด้วยชายหนึ่งไปพบหญิงผู้เป็นภรรยาผู้อื่นกล่าวเกี้ยวพาราสีแทะโลมจนหญิงตกลงใจตามไป  สามีเก่าตามไปพบเข้าก็เกิดการว่ากล่าวกันใหญ่โต  ซึ่งอาจจบเพียงนี้หรืออาจต่อไปถึงขั้นฟ้องร้องยังโรงศาล  โดยมีพ่อเพลงเป็นตัวตุลาการ อีกผู้หนึ่งมักเป็นนายอำเภอ   ดังนั้น  จากการได้แนวความคิดจากท่านผู้รู้ได้บันทึกไว้รวมทั้งจากการสังเกตจากโดยทั่ว ๆไป  เราอาจจะกล่าวได้ว่า  “เพลงฉ่อย”  เป็นการละเล่นพื้นเมือง อย่างหนึ่งของชายหญิงอันแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านพื้นเมืองนั้น ๆ ร้องโต้ตอบกัน  แก้กันในความหมายต่าง ๆ ส่วนมากเป็นการประคารม คำร้องเป็นลักษณะกลอนอย่างปรบไก่  แรกเริ่มฝ่ายชายเกริ่นขึ้นต้นด้วยเสียงเอื้อน
     “โอง-โงง-โงย-ฉะโอง-โงง-โงย”  แล้วชักชวนให้ผู้หญิงโต้ตอบกัน

ชุดสู่ขอ

มาตรฐาน

 จะต้องมีพ่อเพลงและแม่เพลงหลายคน  อย่างน้อยก็ฝ่ายละ  3 คือ  พ่อแม่  ของทั้งสองฝ่ายและตัวหนุ่มสาว  แสดงถึงการไปว่ากล่าวสู่ขอตามประเพณี  ซึ่งต่างก็จะใช้คารมโต้เถียงงอนกันไปเรื่อย  และมักสิ้นสุดลงด้วยความไม่สำเร็จ  อันเป็นต้นเหตุให้เกิดการลักหาพาหนี

วิธีเล่นเพลงฉ่อย

มาตรฐาน

ผู้แสดง  แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายและฝ่ายหญิง  มีพ่อเพลงและแม่เพลง  เริ่มด้วยการไหว้ครู  ใช้กลอนเพลงอย่างโคราช  การร้องจะมีต้นเสียงและลูกคู่ร้องรับ   ดนตรีใช้การตบมือเป็นจังหวะ
การเล่นเพลงฉ่อยนั้นได้แยกแยะวิธีการเล่นออกไปอีกหลายอย่างโดยคิดผูกเป็นเรื่องสมมติขึ้นเพี่อหาทางใช้วาทศิลป์ได้แปลก ๆ เช่น  ชุดสู่ขอ  ลักหาพาหนี  ตีหมากผัว  และเชิงชู้เป็นต้น

การเล่นเพลงฉ่อย

มาตรฐาน

จะมีการปรบมือให้จังหวะ  เนื้อเพลงนั้นคล้ายกับ  เพลงพวงมาลัยและเพลงนี้ก็จะต้องจบลงด้วยสระไอทุกคำกลอนเช่นกัน  แต่เมื่อจะถึงบทเกี้ยว  ลักษณะเพลงจะคล้ายเพลงเรือลูกคู่นอกจากจะคอยปรบมือให้จังหวะแล้ว  ก็จะต้องรับตอนจบว่า
          “ชา  เอ๋  ฉา  ชา  หน่อย  แม่  เอย”
     สำหรับแม่เพลงก่อนจะขึ้นบทใหม่ทุกครั้งต้องขึ้นว่า
          “โอง  โงง  โง  โฮะ  ละ  โอ่  โง๋ง  โง๋ย”   ในบทหนึ่งจะว่ายาวสักเท่าไรก็ได้

การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ตอน เพลงฉ่อย

มาตรฐาน

ประวัติความเป็นมาของเพลงฉ่อย
     เพลงฉ่อยเป็นเพลงพื้นบ้าน  บทกลอนที่ใช้ร้องเป็นแบบเดียวกับเพลงเรือวิธีเล่นจะรวดเร็วกว่าเพลงเรือ  นิยมแสดงในจังหวัดสุพรรณบุรี  อ่างทอง  และสิงห์บุรี  สารานุกรมไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  เล่มที่ 9 ได้กล่าวถึง  ฉะหน้าโรง  (ฉ่อย) ไว้ดังนี้
      “ฉะหน้าโรง  (ฉ่อย)  เป็นการร้องเพลงฉ่อยหรือเพลงทรงเครื่องในตอนเบิกโรง   การแสดงเพลงฉ่อย  หรือเพลงทรงเครื่อง  โดยประเพณีแล้วจะต้องเริ่มต้นด้วยการไหว้ครู  คือทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะออกมาร้องไหว้คุณพระรัตนตรัย  คุณครูบาอาจารย์  ตลอดจนคุณบิดร  มารดาเสียก่อน  เมื่อจบแล้วปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงสาธุการ  ครั้นเพลงสาธุการจบลงแล้วพ่อเพลง(หัวหน้าฝ่ายชาย)  ก็จะเริ่มร้องเป็นการประเดิมเบิกโรง บางคณะก็จะร้องว่า
          พอจนส่งลงวา           ปี่พาทย์รับสาธุการ
          ฆ้องระนาดฉาดฉาน   ชาวประชามามุง
          กลองก็ตีปี่ก็ต๊อย        พวกเพลงก็ทอยกันมุง..ไป
     ในตอนนี้ซึ่งเรียกว่า  “ฉะหน้าโรง”  การว่าเพลงกันในตอนนี้ผู้ชายจะร้องเชิญชวนจนฝ่ายหญิงออกมาร่วมร้องด้วย  แล้วก็เกี้ยวพาราสีและว่าเหน็บแนมกันเจ็บ ๆ  แสบ ๆ ถ้อยคำระหว่างชายหญิงที่ร้องว่ากันในตอนนี้   ในสมัยโบราณจะเต็มไปด้วยคำหยาบโลน  อย่างดีก็เป็นสองแง่สองง่ามโดยตลอด เรียกการร้องตอนนี้ว่า  “ประ”  เห็นจะย่อมาจาก  “ประคารม”   การร้องเพลงฉะหน้าโรงนี้เป็นตอนที่ผู้ชมชอบฟังกันมาก  เพราะจะได้เห็นความสามารถของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงใช้ปฏิภาณปัญญาร้องแก้กันได้อย่างถึงอกถึงใจ  ถ้าผู้ร้องแก้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ไม่ตกก็เป็นที่อับอายกัน    ครั้นว่า  “ประ” ในตอนฉะหน้าโรงนี้จนหมดกระบวนแล้ว  ในสมัยโบราณมักจะร้องส่งให้ปี่พาทย์รับเพลงหนัง  เพลงที่ร้องนี้  คือ  เพลงพม่าห้าท่อน  2 ชั้น  เฉพาะท่อนต้นท่อนเดียวและยังทำให้เพลงได้ชื่อว่า  “เพลงพม่าฉ่อย”  ไปด้วย   เมื่อเพลงพม่าฉ่อยนี้จบแล้ว  ถ้าเป็นการเล่นเพลงฉ่อยก็จะร้องกันต่อไปตามแนวที่จะว่ากันอาจเป็นแนวการลักหาพาหนี  หรือไต่ถามความรู้เป็นปัญหาธรรม  หรือขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆแต่ไม่ว่าจะร้องด้วยเรื่องอะไร  ฝ่ายชายก็มักจะตอบวกเข้าเป็นเชิงสองแง่สองง่ามหยาบโลนอยู่เสมอ   แต่ถ้าเป็นการแสดงเพลงทรงเครื่อง  พอจบเพลงพม่าฉ่อยแล้ว  ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงวาหรือเพลงเสมอ  ตัวแสดงออกมาเริ่มแสดงเป็นเรื่องราวต่อไป  การแสดงเพลงทรงเครื่องนั้นแสดงเหมือนละครหรือลิเก  ผู้แสดงแต่งเครื่องปักดิ้นเลื่อนแพรวพราวอย่างเดียวกัน  แต่สมัยนั้นผู้แสดงต้องร้องเองและเพลงที่ร้องดำเนินเรื่องหรือพรรณนาใด ๆ ต้องใช้ทำนองเพลงฉ่อยทั้งสิ้น  จะมีร้องส่งปี่พาทย์รับบ้างก็เพียงเล็กน้อย  ส่วนเพลงหน้าพาทย์เชิด เสมอ  โอด ฯลฯ  มิใช่เช่นเดียวกับละครลิเก  อาจารย์สุทธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์ได้กล่าวถึง  “เพลงฉ่อย”  ในวรรณคดี  และวรรณกรรมปัจจุบันไว้ตอนหนึ่งว่า

ยกตัวอย่างเพลงฉ่อย

มาตรฐาน
  • วันนี้เป็นงานวันเกิด กินเลี้ยงกันเถิดสนุกกันดี น้องทำอาหารต้องการเลี้ยงพี่ กับข้าววันนี้อร่อยถึงใจ … ( ดนตรี )
เอ๋ย…เรื่องฝีมือทำกับข้าวใครไม่เท่าฉัน   คนเขาเลื่องลือกันทั้งเหนือใต้
วันนี้รวมกลุ่ม กันทั้งหนุ่มสาว   ทั้งอาหารหวานคาว ทำไว้
ไม่ต้องลงขันกินกันเถิด   วันนี้เป็นงานวันเกิดหนอไม่เป็นไร
ขอเชิญลิ้มรสเข้ามาทดลอง   ว่าฝีมือของน้องเด็ดแค่ไหน
ผัดเผ็ดแมวดำต้มยำช้าง   เฮ้ยแกงจืดเนื้อค่างกับกอไผ่
ฉู่ฉี่คางคกจิ้งจกปิ้ง   ทั้งตุ๊กแกผัดขิงลิงยัดไส้
ลูกปืนแกงส้มรสกลมกล่อม   เกาเหลาลูกบอมบ์ใส่หอมหัวใหญ่
ช้อนผัดพะแนงชะแลงเปรี้ยวหวาน   กระบองทอดมัน หัวขวานชุบไข่
ซุปไข่ ใส่ลูกระเบิดใส่ใบบัวบก   สะระหมั่นมีดพก ห่อหมกปืนใหญ่
ของหวานก็มีรสดีเด่น   นั่นคืออีโต้แช่เย็นเสียวจนแสบไส้
ตะพดหวานกรอบจอบแช่อิ่ม   ถ้าไม่เชื่อก็ชิมจะติดใจ
ทั้งต้นตาลเชื่อม ต้นกล้วยฉาบ   แกงบวชอีดาบฉันก็ทำได้
มะพร้าวหรือก็ใส่ กันไปทั้งเปลือก   กินแล้วตาเหลือกพากันหลงใหล
เชิญตามสบาย เหอะ ๆ หายห่วง   กินแล้วท้องร่วงกันทุกราย ( เอ่ชา )